สิ่งที่ปรากฎตรงหน้ามีเพียงหมอกหนา แม้เพ่งสายตาของตัวเองไปรอบๆ แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นไม่ไกลไปจากท่ผมยืนอยู่ เสียงหัวเราะของหญิงสาวคนหนึ่ง เสียงของเธอก้องกังวาน หวานใส อยู่ในทีเดียวกัน
แล้วสายตาของผมก็กระทบเข้ากับสิ่งหนึ่งที่ค่อยๆ เคลื่อนฝ่าหมอกออกมาช้าๆ และค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อร่างนั้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าของผม
รอยยิ้มนั่นสะกดสายตาของผมไว้ ผมนิ่งอึ้งมองร่างตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
สาวน้อยรูปร่างบอบบางคนหนึ่ง ยืนอยู่ตรงหน้าผม เธอมีผมสีทองยาวสลวยเป็นประกาย นัยน์ตาของเธอหยาดเยิ้มงดงาม
รูปร่างบอบบางถูกสวมทับด้วยชุดสีเดียวกับดวงตาของเธอนั่นคือสีฟ้าน้ำทะเล ริมฝีปากสีชมพูเข้มนั้นขยับช้าๆ และผมจับใจความได้ว่า "แล้วค่อยพบกันใหม่" ก่อนที่ร่างงามนั้นจะค่อยๆเลือนหายไปในสายหมอกทึบดังเดิม
กริ๊งงงงงงงงง!!!!!!
เสียงนาฬิกาปลุกเตือนให้ผมเด้งตัวขึ้นจากที่นอน ผมคว้ามันมาดู และแน่นอนผมอยากจะบ้าตายให้รู้แล้วรู้รอด วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรก และปีนี้ผมก็อยู่มหาวิทยาลัยปีแรกเสียด้วย ที่เรียนใหม่ เพื่อนใหม่อะไรใหม่ๆ รอผมอยู่อีกมากมาย
ผมเข้าห้องน้ำอย่างเร่งด่วนที่สุด และ รีบลงมาชั้นล่าง แม่ของผมสาละวนอยู่กับอาหารเช้า ทันทีที่ผมเดินลงจากบันได แม่ก็ทักขึ้น
"เบน จะรีบไปแล้วหรือลูก มากินอาหารเช้าก่อนสิ"
"ไม่ดีกว่าครับแม่ วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก ผมไม่อยากไปสาย เดี๋ยวจะกลายเป็นตัวตลกของห้อง"
"เบน ลูกอย่าลืมสร้อยคอที่แม่ให้ล่ะ สวมมันไว้ติดตัวตลอดนะลูก" แม่พูดพลางหันมามอง
"ไม่ลืมครับ ผมใส่เรียบร้อยแล้ว นี่ไงครับ" ผมหยิบสร้อยคอออกมาจากเสื้อ สร้อยเส้นงามเป็นโลหะแวววาว ผมใส่มาหลายปีโลหะนั้นก็ยังคงแวววาวงดงามไม่หม่นหมองลงเลย
ปลายสร้อยยังห้อยจี้อันใหญ่ประดับด้วยพลอยสีแดงเข้มตรงกลาง แม่บอกว่ามันเป็นสมบัติจากพ่อ และเป็นเครื่องรางที่พ่อให้ผมไว้ก่อนที่พ่อจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
"ผมไปก่อนนะครับแม่ เลิกเรียนแล้วผมจะรีบกลับมา" ผมพูดพลางสวมรองเท้า ก่อนเดินออกจากประตูบ้าน
ข้างนอกอากาศเย็น จนผมต้องถามตัวเองว่ามันหนาวกว่าทุกวันรึเปล่านะ
ผมเคยถามเรื่องพ่อกับแม่หลายครั้ง แม่บอกเพียงว่า พ่อต้องจากเราไปเพื่อทำภารกิจบางอย่าง และมันเป็นเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนมาก
ทุกครั้งที่แม่เล่า แววตาแม่ไม่ได้เศร้าสร้อยเลย ผมกลับรู้สึกว่าแม่ภาคภูมิใจกับการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของพ่อ บางทีแม่อาจจะรู้เหตุผลที่พ่อต้องจากเราไป
แต่ก๋นั่นล่ะ ผมมีความรู้สึกว่าพ่อช่างใจร้ายเหลือเกินที่ทิ้งแม่และผมไป ทั้งๆที่ตอนนั้นผมยังจำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
และความคิดของผมก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อจมูกของผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเย็นๆ จากที่ไหนสักที่ ลอยมาตามลม มันเหมือนสะกดให้ผมต้องสูดดมมันให้ลึกซึ้ง มันหอม และเย็นชื่นฉ่ำใจมากกว่าที่จะเย็นเยียบจนหนาวเหน็บกาย ผมดื่มด่ำกับกลิ่นนั้น ยิ่งสูดเข้าไปมาก เหมือนยิ่งเคลิบเคลิ้มประหนึ่งวิญญาณจะหลุดลอยออกจากร่างไปเสียให้ได้
"เฮ้ เบน นายมัวแต่อ้อยอิ่งเดี๋ยวก็ไปสายหรอก" เสียงหนึ่งทักขึ้นด้านหลัง ปลุกผมให้ตื่นจากอาการใหลหลงนั่น กลับมาสู่สภาวะเดิม
"จอร์จ นายน่ะเอง"ผมหันไปทักเจ้าของเสียง
จอร์จเป้นเพื่อนสนิทของผมตั้งแต่เด็ก เราเป็นทั้งเพื่อน คู่หู และเสมือนพี่น้อง เพราะทั้งผมและจอร์จ เราต่างก็เป็นลูกโทนทั้งคู่
"เบน นายรู้สึกยังไงบ้างที่เราจะได้เจอสถานที่ใหม่ เพื่อนใหม่ และอะไรใหม่ๆอีกตั้งมากมายน่ะ"
"ตื่นเต้นนิดหน่อย" ผมตอบยิ้มๆ
ข้างหน้าเรามีป้ายรถเมล์ที่วิ่งผ่านไปยังมหาวิทยาลัยของเรา
ผมและจอร์จ หยุดยืนอยู่ตรงป้าย ครู่เดียวรถเมล์คันสีเหลืองก็วิ่งมาจอดที่ป้าย เราทั้งคู่ก้าวขึ้นรถและเลือกที่นั่งได้อย่างสบาย เพราะช่วงเช้าเช่นนี้ไม่ค่อยมีคนขึ้นรถ
ชั่วอีดใจเดียว ทั้งผมและจอร์จก็ลงจากรถที่หน้ามหาวิทยาลัย
เรามองหน้ากันแล้วยิ้ม และพากันเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัย
เด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเราเดินอยู่เต็มมหาวิทยาลัย จอร์จเดินพลางสะกิดผมให้มองสาวสวยหลายๆคนตามที่ต่างๆ ผมได้แต่มองตามแล้วยิ้ม จังหวะที่จอร์จสะกิดผมให้มองไปยังสาวคนหนึ่ง ผมหันไปตามแรงสะกิด แต่ร่างหนึ่งก็ชนผมเข้าอย่างจัง
หนังสือหลายเล่มร่วงหล่นจากมือของคนที่เดินชนผมเมื่อครู่
"ขอโทษ ฉันผิดเองล่ะ" ผมกล่าวและก้มลงจะเก็บหนังสือส่งคืนเขา จังหวะเดียวกับที่เจ้าของหนังสือก็ก้มตัวลงเพื่อเก็บหนังสือของเขาเช่นกัน
กลิ่นหอมลอยปะทะจมูกของผมเข้าอย่างจัง ผมจำได้ทันทีว่ามันคือกลิ่นหอมยวนใจเมื่อยามเช้า ก่อนที่ผมจะพบกับจอร์จระหว่างที่เดินทางมายังมหาวิทยาลัย
และสิ่งที่ทำให้ผมต้องตกตะลึงซ้ำ เมื่อดวงตาของผมปะทะเข้ากับร่างของเจ้าของหนังสือนั้น ผมสีทองยาวสลวย และแววตาสีน้ำทะเลคู่นั้น สะกดให้ผมแทบจะหยุดหายใจ เพราะเธอคือ สาวน้อยที่อยู่ในความฝันของผมเมื่อคืนนี้เอง
"เธอ...."ผมพูดออกมาได้แค่นั้น
"แย่จัง นายน่าจะเดินดูทางบ้างนะ ถ้ามันเป็นของสำคัญที่เสียหายได้ นายคงชดใช้ไม่ไหวแน่" สาวน้อยต่อว่า
"ฉัน เอ่อ ไม่ตั้งใจน่ะ ขอโทษอีกทีก็แล้วกัน ว่าแต่เราเคยเจอกันมาก่อนไหม" ผมเอ่ยถาม
ผู้หญิงคนนั้นจ้องมองผม รู้สึกเหมือนเธอจ้องลึกผ่านเข้ามาในดวงตาของผม
"ฉันว่า เราไม่เคยพบกันนะ" หญิงสาวตอบ
จังหวะนั้นจอร์จก็สวนขึ้นมา "พอดีว่าเราเป็นเด็กใหม่น่ะ กำลังมองหาไกด์นำชมมหาวิทยาลัยอยู่พอดี เธอพอจะช่วยพวกเราได้ไหมล่ะ ฉันชื่อจอร์จนะ แล้วนี่ก็ เบนจามิน"
หญิงสาวยิ้ม"ยินดีที่ได้รู้จักพวกเธอนะ แต่บังเอิญว่าฉันก็เป็นเด็กใหม่เหมือนกัน ฉันคงพานายทัวร์มหาวิทยาลัยไม่ได้หรอก แล้วนี่ก็ใกล้เวลาเข้าเรียนแล้ว ฉันต้องขอตัวก่อนล่ะ" เธอตอบก่อนจะเดินเลี่ยงไป
"เดี๋ยวก่อนสิ เธอยังไม่ได้บอกชื่อให้เรารู้เลย อยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ถ้าครั้งหน้ามีธุระอะไรอาศัยไหว้วานกันได้ไงล่ะ" จอร์จท้วง
หญิงสาวหันมา "นั่นสินะ ฉันก็คิดว่าเราอาจจะได้เจอกันอีกแน่ ฉันชื่อ เมเดอลีน ดูแลตัวเองดีๆนะ เบนจามิน" พูดจบเธอก็เดินจากเราไป
"สงสัยเธอจะปิ๊งนายว่ะเพื่อน ฉันเห็นเธอยิ้มให้นายเหมือนกับเธอรู้จักนายอย่างนั้นแหละ" จอร์จสัพยอก
ผมได้แต่ยืนยิ้ม แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงคำสุดท้ายที่เธอพูด ดูแลตัวเองดีๆนะ เบนจามิน มันหมายความว่ายังไงกันนะ
ผมกับจอร์จเดินดูตารางเรียน เราเดินเข้าห้องเรียนและในห้องนั้นที่บังเอิญเหลือเกินที่เราได้พบกับสาวน้อยเมเดอลีนอีกครั้ง เธอหันมายิ้มให้เรา ทั้งผมและจอร์จก็ยิ้มตอบเธอไปเช่นเดียวกัน
ตลอดเวลาที่เรียนผมสังเกตเหมือนมีสายตาของใครสักคนคอยจับตาดูผมตลอดเวลา ผมค่อยๆเหลียวไปดูรอบๆกาย แต่ไม่พบใครที่จ้องมองผมจนผิดปกติเลยสักคนเดียว
ผมต้องนั่งทนหวาดระแวงอย่างนี้ไปจนกว่าจะหมดเวลาเรียน
สัญญาณเรียนคาบสุดท้ายดังขึ้น นักศึกษาทั้งหลายกรูกันออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อเดินทางกลับบ้าน
"เฮ้ เบน นายจะกลับพร้อมกับฉันไหม"จอร์จถามขึ้น
"นายกลับก่อนเถอะจอร์จ ฉันว่าจะเดินสำรวจโรงเรียนเสียหน่อย"ผมตอบ พลางก้าวเท้าต่อไปเรื่อยๆ
"อืม งั้นฉันไปก่อนนะเพื่อน ยังไงก็อย่ากลับบ้านค่ำมืดล่ะ" กล่าวเสร็จจอร์จก็แยกตัวเดินออกไป
ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆ ผ่านตรงมุมตึกและเลี้ยวซ้ายไปอีกหน่อย สุดทางเดินเขียนไว้ว่าห้องวิทยาศาสตร์ ผมมองผ่านประตูกระจกเข้าไป แต่ในห้องเหมือนจะว่างเปล่า และทั้งตึกนี้ก็เริ่มเงียบลง เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่ทยอยกลับบ้านกันไปเกือบหมดแล้ว แต่แปลกที่ผมรู้สึกเหมือนมีใครบางคนอยู่ในห้องนั้น ผมยังคงจับจ้องภายในห้องนั้นแบบไม่วางตา ลางสังหรณ์ของผมมันบอกว่าต้องมีใครบางคนอยู่ แต่ผมมองไม่เห็น บางทีอาจจะเป็นผีที่เฝ้าโรงเรียนนี้มายาวนานก็ได้
"มีธุระอะไรที่นี่หรือจ๊ะ พ่อหนุ่ม"
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลังผม ทำให้ผมที่กำลังจ้องเข้าไปในห้องวิทยาศาสตร์อยู่อย่างใจจดใจจ่อสะดุ้ง ก่อนจะหันมาพบร่างเจ้าของเสียง
ร่างของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฎขึ้น เธอมีผมสีแดงเข้ม ร่างสูงระหงในชุดสีม่วง สวมคลุมด้วยเสื้อสูทสีดำ ใส่แว่นตาหนาเตอะ แต่งหน้าจัดจ้าน
"ผม เอ่อ ผมเป็นนักศึกษาปีแรกน่ะครับ ผมรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยนี้น่าสนใจดี ก็เลยอยากจะเดินชมเสียหน่อยน่ะครับ"
"แหม นับว่าเป็นเรื่องดีจริงๆที่มีคนใส่ใจมหาวิทยาลัยของเรา" เธอเดินเข้ามาใกล้ และค่อยๆยื่นมือออกมา ผมสังเกตเห็นว่าเล็บของเธอยาวมากและมีสีแดง เธอยื่นมือตรงมาอีกไม่เท่าไรเล็บยาวนั้นก็จะสัมผัสกับใบหน้าของผมแล้ว
"ทำอะไรกันอยู่มิทราบครับ อาจารย์เบเรนท์" เสียงหนึ่งขัดขึ้น ทำให้สาวใหญ่หยุดมือไว้ก่อนจะที่เล็บยาวของเธอจะสัมผัสกับใบหน้าผม
ถึงเล็บเธอจะสวย สีแดงเป็นแวววาว แต่ผมก็ยังรู้สึกแขยงมันอยู่ดี
"อาจารย์ฮอร์ทาร์ค แหม ฉันกำลังแจงรายละเอียดของมหาวิทยาลัยของเราให้เด็กใหม่ทราบอยู่พอดีค่ะ"
ร่างชายหนุ่มสมาร์ทในชุดเสื้อคลุมยาวสีขาวเดินเข้ามาหาเรา ผมมองไปที่เขา เพื่อขอความช่วยเหลือ
"ผมว่านักศึกษาใหม่ของเราคงจะสนใจเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากนะครับ ผมเห็นเขามายืนจดจ้องห้องนี้ได้สักพักแล้ว" เขาบอก
"คุณเห็นเขานานแล้วหรือคะ แหม แล้วทำไมไม่ออกมาแสดงตัวตั้งแต่แรกล่ะค่ะ ดิฉันจะได้ไม่ต้องเหนื่อยอธิบายอะไรต่อมิอะไรให้เขาฟัง"อาจารย์สาวใหญ่ว่าพลางลดมือลงและเริ่มถอยห่างออกไปจากผม
"หนุ่มน้อย เธออยากจะเข้าไปดูสิ่งประดิษฐ์ในส่วนที่ฉันดูแลอยู่ไหม" อาจารย์ฮอร์ทาร์คถามผม
"ครับ ผมอยากเข้าไปดูข้างในครับ" ผมรีบตอบไป อย่างน้อยผมว่าข้างในห้องวิทยาศาสตร์ก็ยังดูปลอดภัยมากกว่าให้ผมยืนอยู่ข้างนอกกับอาจารย์เบเรนท์
อาจารย์ฮอร์ทาร์คเปิดประตู และเดินนำผมเข้าไปยังห้องวิทยาศาสตร์ ผมรีบสาวเท้าก้าวตามเขาเข้าไปทันที ปล่อยให้อาจารย์เบเรนท์ยืนอยู่โดยลำพัง โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าต่อจากนี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของผมไปอย่างสิ้นเชิง
อาจารย์ฮอร์ทาร์ค เดินนำผมมาหยุดอยู่ที่กลางห้องวิทยาศาสตร์ บนเพดานเหนือหัวของเรามีจักรวาลจำลองแขวนไว้สวยงาม รอบๆห้องเต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์มากมายด้านหลังห้องมีชั้นใส่สัตว์แปลกๆดองไว้ เท่าที่เห็นก็มีงูสองหัว งูประเภทต่างๆที่หายาก สัตว์มีพิษแบบแมงป่อง ผมเพลิดเพลินกับการเดินดูของแปลกพวกนี้
"น่าทึ่งไหมหนุ่มน้อย" อาจารย์ฮอร์ทาร์คเอ่ยขึ้น "ธรรมชาติมักสร้างสิ่งที่เหมาะสมขึ้นมาเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้ แต่บางอยางที่ธรรมชาติสร้างผิดพลาดขึ้นมา ก็ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้นาน อย่างเจ้างูสองหัวตัวนี้" เขาชี้ไปที่โหลแก้วดองงูสองหัวไว้
"เมื่อหัวหนึ่งตาย อีกหัวหนึ่งก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ มันก็จะตายตกตามกันไป เหมือนกับสิ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่บนโลกนี้ อย่างเช่น ความชั่วร้าย ความมืดมน ความสิ้นหวัง มันไม่ควรจะมีอยู่บนโลกนี้ แต่เราทุกคนก็ต้องพบเจอ ไม่สามารถหลบพ้น หรือหลีกหนีไปได้ ทำได้ทางเดียวคือ ตั้งมือรับกับสิ่งเหล่านั้นใ้ได้มากที่สุด บางครั้งเราอาจเป็นผู้ถูกเลือกให้ทำในสิ่งที่เราไม่อยากทำ แต่เชื่อเถอะว่าชีวิตของเราถูกกำหนดไว้แล้ว แม้เราจะพยายามผลักไสมันเท่าไรก็ไม่อาจหนีมันไปพ้น" อาจารย์ฮอร์ทาร์ค อธิบายยืดยาว
"อาจารย์ครับ" ผมเรียก แต่เขายกมือห้าม
"เรียกฉันว่า ริโก้เถอะ เบนจามิน เราจะได้คุ้นเคยกันเร็วขึ้น"
"เอ่อ ริโก้"ผมเรียกตามที่เขาเสนอ "ผมไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
"เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง เบนจามิน"
จบประโยคที่ริโก้พูด เสียงประตูกระจกของห้องวิทยาศาสตร์ก็ดังขึ้น แรงอัดมากมาย ทำให้เศษกระจกทั้งหลายพุ่งเข้ามาหาทั้งผมและริโก้
"เฮเลลัฟ อัลซานากอน" ผมได้ยินริโก้สวดอะไรพึมพำแต่รวดเร็วก่อนจะแผ่ฝ่ามือออกไป แสงสว่างวาบสีฟ้าปรากฎขึ้นกันระหว่างพายุเศษกระจกและตัวของเราทั้งคู่ไว้
ฉับพลัน พายุเศษกระจกพวกนั้นก็ค่อยๆมลายกลายเป็นฝุ่นผงกองอยู่แทบเท้าเรา
"ปรากฎกายออกมาเถิด สมุนร้ายแห่งซาตาน" ริโก้เอ่ย
ร่างของอาจารย์เบเรนท์ ก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงข้ามผมกับริโก้ เธอแสยะยิ้ม
"ผู้พิทักษ์สินะ แฝงตัวเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัวได้ นับว่าเก่งมาก"เธอกล่าวชื่นชม
"สาวกปีศาจเอย จงแสดงร่างจริงของเจ้า พร้อมบอกนามของเจ้ามา"ริโก้พูดเสียงดุ
"หึๆ นามของข้าคือเอเมล่า จงจำเอาไว้ ทั้งผู้ทำลายและผู้พิทักษ์เอย เมื่อเจ้าทั้งสองถูกเด็ดหัว จะได้ไปตอบเจ้าแห่งนรกถูกว่าผู้ที่สังหารเจ้าคือข้า ฮ่าๆๆๆๆ" เสียงหัวเราะของเธอดังขึ้น พร้อมๆกับร่างกายของเธอค่อยๆเปลี่ยนไป เล็บสีแดงนั้นยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมสีแดงเพลิงยาวสยายนัยน์ตาของเธอมีสีแดงเช่นเดียวกับเส้นผม เธอสวมชุดสีม่วงจนเกือบดำยาวกรอมเท้า ใบหน้าขาวซีด แต่ดวงตากลับลึกดำ
"จุดประสงค์ของเจ้าคืออะไร นางแม่มด" ริโก้ถาม
"กำจัดเจ้าเด็กผู้ที่ถูกทำนายว่าจะทำลายท่านเจ้าแห่งปีศาจไงล่ะเจ้าเอลฟ์หน้าโง่" นางตอบ
"มันจะไม่ง่ายอย่างนั้น" ริโก้ สาดพลังใส่นางอีกรอบ แสงสว่างวาบพุ่งเข้าหานาง แต่บัดนี้รอบตัวนางแม่มดกลับมีหมอกดำลอยออกมาเสมือนเป็นโล่บังร่างของนางไว้ ริโก้ยิ่งเร่งพลังใส่นางอีกครั้งหวังให้นางพ่ายแพ้
แต่แล้วสถานการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่ริโก้คิด โล่หมอกสีดำของนางเหมือนกับค่อยๆดูดซับพลังของริโก้เข้าไปเรื่อยๆ
นางแม่มดแสยะยิ้ม "เจ้าพลาดแล้ว เจ้าเอลฟ์หน้าโง่ โล่แห่งซาตานนี้ นอกจากจะป้องกันพลังของเจ้าที่จะทำร้ายข้าแล้ว มันยังดูดพลังของเจ้าสะสมไว้แล้วมาเพิ่มพลังให้แก่ข้าอีกด้วย และถึงแม้ตอนนี้เจ้าอยากจะหยุดยั้งพลังของเจ้าสักเพียงใด ก็ไม่สามารถทำได้ โล่ซาตานจะดูดพลังของเจ้าจนกว่าเจ้าจะตาย"
ผมมองร่างกายของริโก้ และสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง ร่างในชุดขาวนั้น ผมสีน้ำตาลเข้มที่ตัดสั้นจัดทรงอย่างดีในคราแรกนั้นบัดนี้ได้กลายเป็นสีเงินยาวสยาย ดวงตาสีน้ำตาลกลับกลายสีน้ำเงินเข้ม และหูของเขาก็ยาวขึ้น ทำให้ผมนึกถึงเอลฟ์ในภาพวาดโบราณที่ผมเคยเห็นในหนังสือ หรืออินเตอร์เน็ต
"ฮ่าๆๆๆ พลังของเจ้าคงจะอ่อนลงแล้วสินะ มนต์จำแลงกายจึงได้อ่อนตามไปด้วย จนเผยร่างอันแท้จริงของเจ้าออกมา" เอเมล่า หัวเราะดั่งผู้มีชัย
ผมมองท่าทีของริโก้แล้ว ผมรู้ว่าพลังของเขาจะหมดไปเรื่อยๆ และยิ่งโดนดูดพลังไปมากเท่าไร เขาก็จะยิ่งอ่อนแอมากขึ้น
"หยุดนะ"ผมตวาดก้อง พลางลุกขึ้นเผชิญหน้ากับนางแม่มดร้าย
"โอวววว พ่อหนูน้อย เจ้าจะทำอะไรข้ารึ เจ้าจะเอาเชือกรัดรองเท้าผ้าใบของเจ้ารัดคอข้าให้ตายหรืออย่างไร ใจเย็นๆก่อน สักประเดี๋ยวก็จะถึงตาของเจ้า หลังจากที่ข้าได้กำจัดเจ้าเอลฟ์ผู้พิทักษืหน้าโง่นี้เสียก่อน"นางย่างกรายเข้ามาหยุดตรงหน้าริโก้ มือของนางปล่อยโล่ซาตานให้ลอยอยู่ในอากาศได้อย่างน่าอัศจรรย์ มันลอยอยู่เช่นนั้นพร้อมกับดูพลังของริโก้ กรงเล็บแหลมคมกางออก และทันใดนั้นนางก็ตวัดมันไปยังลำคอของริโก้
"ไม่...."ผมร้องเสียงหลง ในขณะที่ริโก้ไม่มีแววตาหวั่นไหวกับสถานการณ์ตรงหน้า
ไม่มีใครคาดคิด เถาวัลย์ไม้มากมายไม่ทราบที่มา ตวัดรัดข้อมือของนางแม่มดก่อนจะถึงตัวริโก้ อีกส่วนหนึ่งก็ตวัดรัดลำคอของนางแม่มด
"ธิดาแห่งเอลฟ์" เสียงริโก้เอ่ยขึ้นระคนดีใจ
แสงสว่างวาบขึ้นนอกห้องวิทยาศาสตร์ แสงนั้นปะทะเข้ากับโล่หมอกซาตาน จนโล่ปีศาจนั้นค่อยๆจางลงเรื่อยๆและหายไปในที่สุด แสงนั้นทาทาบบนร่างของริโก้
เอลฟ์ผู้พิทักษ์กลับมายืนอย่างสง่างามอีกครั้ง
"เจ้าขี้โกง" นางแม่มดเอ่ยขึ้น บัดนี้ร่างของนาง โดนตรึงไว้ด้วยเถาวัลย์มากมาย แขนของนางถูกโยงไว้ด้านละข้าง ข้อเท้าของนางถูกมัดรวมกัน และที่ลำคอของนางมีเถาวัลย์ขนาดใหญ่รัดเอาไว้
เถาวัลย์นั้นดั่งมีชีวิตและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มันค่อยๆยกร่างของางแม่มดให้อยู่เหนือพื้นดิน และไม่นานนัก ร่างของนางแม่มดก็ลอยอยู่กลางห้องวิทยาศาสตร์โดยที่ถูกพันธนาการด้วยเถาวัลย์
"เจ้าให้ธิดาแห่งเอลฟ์แอบเล่นงานข้า เจ้าไม่ได้สู้ด้วยตัวเอง" เอเมล่ากล่าวด้วยความโกรธแค้น
"เรามิได้โกงเจ้า เจ้าต่างหากที่ใช้เล่ห์กล โดยการนำโล่ปีศาจมาต่อสู้กับเรา เพื่อกักเก็บพลังของเรา เจ้าไม่ได้ต้องการสู้กับเราอย่างยุติธรรมแต่แรกแล้ว" ริโก้กล่าว
"หึๆ ความยุติธรรมมันไม่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว เจ้าโง่" เอเมล่าตะคอก
"เจ้าให้ความชั่วร้ายครอบงำเจ้ามานานเกินไป เอเมล่า ถึงเลาที่เจ้าจะต้องกลับไปทนทุกข์ทรมานในขุมนรกแล้ว"ริโก้ว่า
"เจ้าจะทำอะไรข้าได้ เจ้าแห่งซาตานจะปกป้องข้า ถึงเจ้าทำลายข้าในวันนี้ แต่ในไม่ช้าเขาและพรรคพวกก็จะปลุกชีพข้าขึ้นมาใหม่ และเมื่อวันนั้นมาถึง เจ้าจะไม่มีทางโชคดีอีกเป็นหนที่สอง จำไว้เจ้าเอลฟ์หน้าโง่"
"ข้ารู้ว่าเขาอาจจะปกป้องวิญญาณของเจ้าได้ เมื่อยังมีสิ่งที่สามารถปลุกชีพเจ้าขึ้นมาอีกครั้ง อย่างเช่น กระดูก ฟัน หรือเล็บ แต่ถ้าข้าทำให้วิญญาณของเจ้ากลายเป็นฝุ่นผงดั่งเศษกระจกเหล่านี้แล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีก"
เมื่อได้ยินริโก้กล่าวเช่นนั้น สีหน้าของเอเมล่าเกิดความตระหนก แววตาของนางบ่งบอกถึงความกลัวอย่างแจ่มชัด
"ไม่ เจ้าอย่าทำอย่างนั้น เจ้าอย่าทำลายวิญญาณของข้า"นางร้องวิงวอน
"สายไปแล้ว เจ้าทำความชั่วมามากเกินไป และสิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเรารู้ว่าเจ้าต้องการทำลายทุกสิ่งเพื่อครอบครองโลกใบนี้ จงกลับสู่ธุลีเถิดนางแม่มดร้าย" พูดจบริโก้ก็ร่ายมนต์
"เฮเลลัฟ อัลซานากอน"แล้วปล่อยพลังออกมา แสงสว่างลามเลียไปทั่วร่างของเอเมล่า นางกรีดร้องเสียงดัง พยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดจากการพันธนาการของเถาวัลย์ แต่ทุกสิ่งก็สายเกินไปเสียแล้ว ตั้งแต่ปลายเท้าของนางไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ค่อยๆกลายเป็นฝุ่งผง เพียงชั่วครู่ร่างของนางแม่มดเอเมล่าก็สลายกลายเป็นฝุ่นผงอยู่บนพื้น
ริกโก้ยืนมองร่างสลายของเอเมล่า "ไฟเอย จงบังเกิด ณ บัดนี้" สิ้นเสียงของเขา ผมเห็นไฟเกิดขึ้นและเริ่มเผาไหม้ไปบนฝุ่นผงที่เคยเป็นร่างของนางแม่มดเอเมล่า
"ต้องเผาให้สิ้น มิเช่นนั้น อาจมีใครรวมร่างของนางแล้วปลุกนางขึ้นมาอีก จำไว้นะ เบนจามิน ไฟคือการชำระล้างทุกสิ่ง" ริโก้บอกผม
ผมยืนตะลึงกับเหตุการณ์ตรงหน้า มันจุกในลำคอ พูดอะไรไม่ออก นี่ผมฝันไปหรือเปล่านะ
"เจ้าไม่ได้ฝันไปหรอก มันคือเรื่องจริง ตอนนี้ชะตากรรมของเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้ว ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังทั้งหมด แต่ตอนนี้ ต้องขอขอบพระทัยเจ้าหญิงที่มาช่วยข้าได้ทันเวลา" เขาพูดพร้อมก้มตัวคำนับไปทางประตูกระจกที่แตกมาแต่ครั้งแรก
หมู่เถาวัลย์ค่อยๆเลื้อยกลับลับตาไปพร้อมกับเงาของใครสักคนที่อยู่นอกห้องวิทยาศาสตร์
ผมหันไปทางริโก้ จ้องเขาอยู่อย่างนั้น เหมือนไม่เชื่อสายตา
"อืม วันนี้เจ้าอาจจะตกใจ แต่ว่า.."
"ผมว่า...ผมกลับบ้านก่อนดีกว่านะครับ ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้ผมอาจจะหยุดเรียน ผมรู้สึกไม่สบาย เห็นภาพหลอนมากมายคล้ายจะเป็นบ้า ไปก่อนนะครับ" พูดจบผมก็วิ่งออกมาจากห้องวิทยาศาสตร์ ภายในตึกเงียบสงัด และเมื่อผมเดินออกมาข้างนอก
ภายในมหาวิทยาลัยก็ยังมีนักศึกษาบางคนอยู่ ผมสังเกตทุกคนดูปกติ ไม่ได้สนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตึกวิทยาศาสตร์ เหมือนกับภายในตึกนั้น ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โตมากและมหัศจรรย์จนแทบไม่น่าเชื่อ แต่นักศึกษาคนอื่นกลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย